Yingluck Focus: Like most Thais these days, Yingluck says, she is not in control of her own destiny

Matichon reported (Source), Thailand’s former prime Minister, Yingluck, said when asked of her plans for Thailand’s next election, said she was not in control of her own destiny.

“ยังไม่รู้อนาคตตัวเองเลย เพราะหลังรัฐประหาร ตนเองก็ไม่ได้เป็นคนเลือกเส้นทางชีวิตตัวเอง ไม่มีทางเลือกอะไรมากนัก แต่ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือสังคม และไม่ทิ้งประชาชน โดยอาจทำหน้าที่ในฐานะ นักสังคมสงเคราะห์ ก็ได้ หากไม่ได้เล่นการเมือง

(I do not even know my own future because after the coup, I am no longer the one who decides my life’s path. There are not many paths left for me to choose. However, I am ready to help society and will not forget the Thai people. I might do work in a non-profit (NGO) capacity, if I do not get involved in politics).

Yingluck said she spends time to fight the case against her (Yingluvck is charged with failure to stop, at this point, alleged corruption, associated with her rice scheme. The case was bought by the Thai anti-corruption agency, cited by the globally respected, Political & Economic Risk Consultancy, as ranking lowest in Asia, and is a politicized unit)

Yingluck also said shehas a home garden, growing mushrooms, for the family’s consumption, and because she is not a good cook, she would go the market, and buy food ingredients for the cook at her house to make. Yingluck have also said again, that she is thinking about writing a book about her experiences in Thailand. Yingluck also said since the coup, she was able to make up, lost time, that she gave to politics, back to her son, in raising her son.

Here From the Nation Group:

Analysis Title, “Impeach Yingluck……A Game to Get Rid of Yingluck? or A Game to Negotiate with Yingluck?

ถอดถอน‘ยิ่งลักษณ์’…เกมหักหรือเจรจา?

ถอดถอน‘ยิ่งลักษณ์’…เกมหักหรือเจรจา? : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ สำนักข่าวเนชั่นรายงาน

ดูเหมือนจะมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย สำหรับกรณีที่ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงเดินหน้าถอดถอน “อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จากกรณีโครงการรับจำนำข้าว แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ตามกรอบเวลาของข้อบังคับการประชุม สนช.

สำหรับคำถามที่แทรกเข้ามาทันทีว่า การดำเนินการเรื่องนี้ของ ประธานพรเพชร ได้ “ไฟเขียว” จากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไม่? ทาง คสช.ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี ยืนยันมาตลอดว่า เรื่องนี้ คสช.ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของส่วนที่เกี่ยวข้องต้องไปดำเนินการกันเอง ทุกอย่างต้องว่าไปตามกระบวนการขั้นตอน แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีผู้คนไม่น้อยที่ไม่เชื่อ

ตามข้อบังคับการประชุม สนช. กำหนดไว้ว่า หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งเรื่องถอดถอนมายัง สนช. ประธาน สนช.จะต้องนัดประชุมนัดแรก “ภายใน 30 วัน” ทั้งนี้จะต้องแจกเอกสารจาก ป.ป.ช.ให้แก่สมาชิก สนช. และผู้ถูกกล่าวหา เพื่อศึกษาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนวันประชุมนัดแรก

นายพรเพชร บอกว่า ได้รับเรื่องถอดถอน “ยิ่งลักษณ์” จาก ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา ดังนั้น เมื่อเห็นว่าคำร้องของ ป.ป.ช.มีความถูกต้องครบถ้วน จึงต้องบรรจุเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมภายใน 30 วัน และนายพรเพชรก็กำหนดวันนัดประชุมแล้ว เป็นวันที่ 12 พฤศจิกายน และประกาศว่าจะส่งเอกสารให้สมาชิก สนช.และผู้ถูกกล่าวหา ตามข้อบังคับการประชุมด้วย

เท่ากับว่า การดำเนินการเพื่อถอดถอน “ยิ่งลักษณ์” เป็นไปตามกรอบเวลาตามข้อบังคับ

อย่างไรก็ตามประเด็นใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เรื่องกรอบเวลา แต่อยู่ที่เรื่องข้อกฎหมายมากกว่า มีการโต้แย้งจากฝ่ายสนับสนุน “ยิ่งลักษณ์” ว่า สนช.ไม่น่าจะมีอำนาจถอดถอน เหตุผลใหญ่คือ รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกยกเลิกไปแล้ว และรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการถอดถอน

ก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ได้ส่งเรื่องถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา จากกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) แต่ สนช.ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ว่า สนช.มีอำนาจในการถอดถอนนายสมศักดิ์ และนายนิคม หรือไม่ โดยในกรณีดังกล่าวนายพรเพชรได้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม สนช. เพื่อพิจารณาลงมติร่วมกันว่าจะเห็นเป็นอย่างไร โดยมีการประชุมไปแล้ว 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป และนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 6 พฤศจิกายน

แต่กรณีของ “ยิ่งลักษณ์” แตกต่างกัน โดยกรณีนี้นายพรเพชรมีความเห็นว่าคำร้องของ ป.ป.ช. ถูกต้องครบถ้วน สามารถนัดประชุมเพื่อดำเนินการถอดถอนได้เลย ซึ่งก็เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม สนช. ที่ให้อำนาจในการวินิจฉัยคำร้องแก่ประธาน สนช.

“กรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น ผมตรวจสอบแล้วเห็นว่า คำร้อง ข้อกล่าวหา ฐานความผิดนั้นครบถ้วน แม้รัฐธรรมนูญ 2550 จะถูกยกเลิกไป แต่ก็ยังมีฐานความผิดตามกฎหมายที่ยังบังคับใช้อยู่ แต่กรณีของนายนิคมและนายสมศักดิ์นั้น ยังไม่ชัดเจนว่าสามารถดำเนินการตามข้อบังคับได้หรือไม่” นายพรเพชร กล่าว

นายพรเพชร บอกว่า ในเอกสารของ ป.ป.ช. นอกจากระบุความผิดของ “ยิ่งลักษณ์” ว่ามีพฤติการณ์จงใจกระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 178 แล้ว ยังระบุด้วยว่า ส่อขัดกฎหมายอีก 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน 2534 มาตรา11(1) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 58

มาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย ตามนโยบายที่แถลง และต้องร่วมรับผิดชอบต่อนโยบายด้วย ส่วน มาตรา 11(1) ของ พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน เป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งมีอำนาจกำกับการบริหารราชการแผ่นดิน อำนาจยับยั้งการปฏิบัติราชการใดๆ ที่ขัดต่อนโยบายหรือมติของคณะรัฐมนตรี รวมถึงอำนาจสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงต่างๆ และมาตรา 58 ของกฎหมาย ป.ป.ช. คือ อำนาจในการดำเนินการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ หากมีการกระทำผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

ทั้งนี้ ในหลักใหญ่ ความผิดของ “ยิ่งลักษณ์” จนทำให้ถูกดำเนินคดีอาญา และถูกยื่นถอดถอน คือ การละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวจนทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล

ขั้นตอนในกระบวนการถอดถอนจากนี้ไป ในการประชุม สนช. วันที่ 12 พฤศจิกายน จะมีการกำหนดวันเพื่อให้คู่กรณีคือ ป.ป.ช. และผู้ถูกกล่าวหา มาแถลงเปิดสำนวน โดยไม่มีการซักถาม แต่หากสมาชิก สนช.ติดใจต้องตั้งเป็นคณะกรรมาธิการขึ้นมาเป็นผู้ซักถาม เรื่อยไปจนถึงขั้นตอนการแถลงปิดสำนวน ซึ่งคู่กรณีสามารถแถลงด้วยวาจาหรือส่งเป็นเอกสารก็ได้ แต่ทั้งการแถลงเปิดและปิด กำหนดให้ฝ่าย ป.ป.ช.เป็นผู้แถลงก่อน

สุดท้าย คือ การลงมติว่าจะถอดถอนหรือไม่ ซึ่งจากการอธิบายของนายสมชาย แสวงการ สนช. และนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. กระบวนการถอดถอนจะสิ้นสุดภายในไม่เกิน 45 วันนับจากวันที่นายพรเพชรแถลง นั่นคือ ประมาณกลางเดือนธันวาคม จะรู้ผล

สำหรับมติในการถอดถอน จะต้องไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของสมาชิก สนช. ปัจจุบันมี สนช. 220 คน มติถอดถอนต้องใช้อย่างน้อย 132 คน

หากโดนถอดถอนหมายถึงอนาคตทางการเมืองของยิ่งลักษณ์ จบ!

ยังไม่ต้องคิดถึงกติกาใหม่ ถ้ายึดตามบรรทัดฐาน “กติกาเดิม” คือ รัฐธรรมนูญ 2550 “ยิ่งลักษณ์” จะไม่สามารถกลับมาเล่นการเมืองได้อีก โดยในเบื้องต้นหากถูกถอดถอน จะต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นอกจากนั้นจะทำให้มี “ลักษณะต้องห้าม” ในการลงสมัคร ส.ส. รวมถึง การมาเป็นรัฐมนตรี ด้วย

อีกด้านหนึ่ง ในการดำเนินคดีอาญากับอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ในคดีรับจำนำข้าวนั้น หลังจากทางอัยการสูงสุดซึ่งเห็นว่าสำนวนของ ป.ป.ช.ไม่สมบูรณ์และมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาร่วม ล่าสุดหลังจากประชุมร่วมกันมา 2 ครั้งคณะทำงานก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ และนัดประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 7 พฤศจิกายน ขณะเดียวกันมีกระแสข่าวว่า ป.ป.ช.อาจจะตัดสินใจส่งฟ้องเรื่องนี้ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองเอง เพราะหากรอทางอัยการต่อไป ก็อาจต้องใช้เวลาอีกนาน

การที่อัยการบอกว่าสำนวนของ ป.ป.ช.ไม่สมบูรณ์ จึงเป็นข้อต่อสู้หนึ่งของฝ่าย “ยิ่งลักษณ์” ที่บอกว่า ในเมื่อสำนวนไม่สมบูรณ์ จะถอดถอนได้อย่างไร

หากเป็น “ภาวะปกติ” ต้องบอกว่าเสียง 3 ใน 5 ที่จะลงมติ “ถอดถอน” บุคคลใดนั้นทำได้ยาก และยังไม่เคยทำได้ แต่เนื่องจากตอนนี้เป็น “ภาวะไม่ปกติ” และเสียงที่จะลงคะแนน คือ สนช. ที่ได้รับการแต่งตั้งมาจาก คสช. จึงถูกมองว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะดำเนินการ

ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่า ผลการลงมติของ สนช.จะเป็นอย่างไร ต้องรอดูสถานการณ์ในอีกประมาณ 45 วันนับจากนี้ไป สิ่งหนึ่งที่ต้องจับตาคือความเคลื่อนไหวของ “ยิ่งลักษณ์” และ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ผู้เป็นพี่ชาย ที่ช่วงนี้เหมือนจงใจปล่อยภาพการไปเที่ยวด้วยกันที่ประเทศจีนออกมา

นี่แค่เริ่มต้นเกมเท่านั้น ยังฟันธงไม่ได้ว่าจะเป็น เกมหัก หรือ เกมเจรจา !

(หมายเหตุ : ถอดถอน‘ยิ่งลักษณ์’…เกมหักหรือเจรจา? : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ สำนักข่าวเนชั่นรายงาน)

Here Isra News

Thailand’s Anti-Corruption Agency

 rated “Boo” by Political & Economic Risk Consultancy

เปิดรายงาน PERC ฉบับเต็ม! ทำไมถึงให้คะแนนเสียง “Boo-โห่ไล่” ป.ป.ช.

“…แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศที่มีการทุจริตคอรัปชั่นมากที่สุดเมื่อมองในระยะยาว แต่องค์กรต่อต้านคอรัปชั่นของไทยกลับเป็นองค์กรที่ถูกใช้ในทางการเมืองมากที่สุด แทนที่จะใช้อำนาจในการต่อสู้กับคอรัปชั่น ดูเหมือนว่า ป.ป.ช. จะทำหน้าที่ในการช่วยเหลือรัฐบาลทหารที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ในการทำลายความน่าเชื่อถือของนักการเมืองที่ถูกขับออกจากตำแหน่งไปและป้องกันไม่ให้คนเหล่านี้กลับมาก่อปัญหาทางการเมืองได้อีก.

หมายเหตุ สำนักข่าวอิศรา http://www.isranews.org : เป็นคำแปลฉบับเต็ม รายงานจัดอันดับองค์กรต่อต้านคอรัปชั่นในเอเชีย ฉบับล่าสุดของบริษัทที่ปรึกษา Political and Economic Risk Consultancy, Ltd. หรือ PERC ที่ตีพิมพ์ลงในจดหมายข่าว Asian Intelligence ฉบับล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2557 มีการจัดอันดับให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ของไทยอยู่อันดับสุดท้ายใน 12 องค์กรหลักในการต่อต้านคอรัปชั่นของประเทศในเอเชียที่ได้รับการประเมิน และตีพิมพ์ว่า “Boo” หรือโห่ไล่ ป.ป.ช.ในขณะที่ลุกขึ้นยืนและปรบมือ (Standing ovation) ให้กับคณะกรรมการกวาดล้างคอรัปชั่นของอินโดนีเซียที่ถือว่าได้คะแนนสูงสุดในกลุ่ม

แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศที่มีการทุจริตคอรัปชั่นมากที่สุดเมื่อมองในระยะยาว แต่องค์กรต่อต้านคอรัปชั่นของไทยกลับเป็นองค์กรที่ถูกใช้ในทางการเมืองมากที่สุด แทนที่จะใช้อำนาจในการต่อสู้กับคอรัปชั่น ดูเหมือนว่า ป.ป.ช. จะทำหน้าที่ในการช่วยเหลือรัฐบาลทหารที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ในการทำลายความน่าเชื่อถือของนักการเมืองที่ถูกขับออกจากตำแหน่งไปและป้องกันไม่ให้คนเหล่านี้กลับมาก่อปัญหาทางการเมืองได้อีก ป.ป.ช.ไม่ได้รับเอาแนวทางใดๆ ที่จะต่อสู้กับการทุจริตคอรัปชั่นอย่างเป็นระบบ ปัญหาคอรัปชั่นในประเทศไทยทำท่าว่าจะคงอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนตัวผู้รับผลประโยชน์เท่านั้น

ประเทศที่องค์กรต่อต้านคอรัปชั่นได้คะแนนมาเป็นอันดับที่สองคือ ฮ่องกง ตามมาด้วยสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่ง Asian Intelligence ร้องไชโยให้หนึ่งทีและปรบมือให้

ประเทศที่ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 11 มากกว่าของไทย 1 อันดับคือเวียดนาม

Asian Intelligence เป็นจดหมายข่าวรายปักษ์ซึ่งนำเสนอรายงานด้านธุรกิจและการเมืองในเอเชีย จัดทำโดย PERC รายงานฉบับล่าสุดมาจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้จัดการระดับกลางและระดับอาวุโสจำนวน 1,833 คน ซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่มาทำงานในเอเชีย

ความคิดเห็นเกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งตีพิมพ์ใน Asian Intelligence มีดังนี้:

นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยเริ่มมองถึงความเป็นไปได้ที่จะดำเนินคดีกับชาวต่างชาติที่มีส่วนร่วมกับการฉ้อโกงหรือคอรัปชั่นในรูปแบบต่างๆ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เสนอต่อรัฐบาลทหารที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ว่า เจ้าหน้าที่รัฐของต่างประเทศที่สมคบคิดกับข้าราชการฝ่ายไทยในการกระทำเช่นนั้นควรจะมาขึ้นศาลไทยและรับโทษตามคำพิพากษาของศาลไทยด้วยเช่นกัน มีการเสนอแนะอย่างไม่เป็นทางการว่าน่าจะใช้มาตรการแบบเดียวกันนี้กับบริษัทต่างชาติที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนในการคอรัปชั่นด้วย ทั้งนี้ ไม่ควรมีการผ่อนคลายมาตรการที่เข้มงวดเพียงเพราะต้องการดึงดูดชาวต่างชาติมาลงทุน

นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังเสนอแนะมาตรการที่จะอนุญาตให้ทางการไทยสามารถประสานงานกับรัฐบาลต่างชาติเพื่อที่จะนำทรัพย์สินของคนไทยที่ทุจริตกลับมาจากต่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ป.ป.ช. ยังต้องการให้ขยายอายุความสำหรับคดีทุจริตคอรัปชั่นออกไปเป็น 30 ปี โดยที่ในระหว่างนั้น หากผู้ต้องหาหลบหนีก็ให้อายัดทรัพย์ไว้ได้ มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกปลดจากตำแหน่งโดยกองทัพ ในการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2549 พ.ต.ท.ทักษิณสร้างฐานะร่ำรวยขึ้นมาจากการทำธุรกิจกับนิติบุคคลต่างชาติ มีการฝากสินทรัพย์จำนวนมากไว้กับธนาคารและสถาบันการเงินในต่างประเทศ

ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลใหม่และกลุ่มชนชั้นสูงของประเทศไทยถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนักโทษหลบหนีคดีที่ต้องโทษจำคุก อดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ดูไบในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ความพยายามขอตัว พ.ต.ท.ทักษิณในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน และการยึดทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณในต่างประเทศไม่เคยประสบผล

เนื่องจากรัฐบาลต่างชาติไม่ได้มองว่า พ.ต.ท.ทักษิณกระทำผิดในคดีที่เข้าเงื่อนไขการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

มาตรการอื่นที่กำลังพิจารณากันอยู่ก็จะป้องกันไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้กลับเข้ามาในการเมืองของไทยอีก มีการเสนอว่าในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะห้ามผู้ที่เคยมีประวัติซื้อเสียง โกงการเลือกตั้ง หรือทุจริตคอรัปชั่นเข้าสู่งานการเมืองตลอดชีวิต จากที่ปัจจุบันมีการกำหนดโทษให้เว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี

ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ป.ป.ช.มีบทบาทสำคัญในการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งนำโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ผู้ซึ่งเป็นน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ป.ป.ช.ถูกกล่าวหาว่าทำรูปคดีเพื่อที่จะช่วยล้มรัฐบาลโดยการชี้มูล กล่าวหาว่ามีการทุจริตอย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ดูเหมือนว่าในหลายปีที่ผ่านมา ป.ป.ช.จะละเลยคดีคอรัปชั่นร้ายแรงอื่น ๆ ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นสูงของไทยนั้นตกเป็นจำเลย ภาพความมีอคตินี้ลดทอนความน่าเชื่อถือของ ป.ป.ช. และทำให้ ป.ป.ช.ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิมากเท่าที่ควร

องค์กรที่ทำงานต่อต้านคอรัปชั่นอื่น ๆ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลทหารให้จับตามองการให้สินบนในการออกใบอนุญาตต่าง ๆ และการอนุมัติสำหรับธุรกิจ รวมถึงการรับรองตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม เป้าหมายก็คือเพื่อป้องกันการจ่ายสินบนเพื่อให้ได้รับอนุญาตสำหรับกรณีที่เข้าข่ายจะถูกปฏิเสธ

ในการติดตามคอรัปชั่นและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจโดยบุคคลที่มีสถานะทางสังคมระดับสูง (white collar crime) อื่น ๆ หน่วยงานของไทยมีอุปสรรคคือมีไม่ค่อยมีทักษะในการพิสูจน์หลักฐานและขาดความชำนาญเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (cyber crime) และอาชญากรรมทางเศรษฐกิจแบบอื่น ๆ จะมีก็แต่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ได้รับการสนับสนุนจากศาลและสังคม เจ้าหน้าที่ของ ปปง.ได้รับการยอมรับนับถือจากสังคมและสามารถทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศได้ดี การตัดสินใจอย่างปุบปับของรัฐบาลทหารที่จะดึง ปปง.ไปจากกระทรวงยุติธรรมแล้วไปดูแลเองทำลายขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่จำนวนมากที่ทำงานต่อต้านคอรัปชั่น มีความกังวลว่ากองทัพตั้งใจจะกันภาคพลเรือนออกไปจาก ปปง.และทำให้ยิ่งขาดความน่าเชื่อถือมากขึ้นไปอีก

เป็นเวลานานมาแล้วที่ทหารใช้ข้ออ้างว่ามีคอรัปชั่นในวงการการเมืองอย่างมากมายมารับรองการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หลาย ๆ ครั้งที่ผู้ก่อรัฐประหารเองได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับคอรัปชั่นในระดับสูงอย่างร้ายแรงและในมูลค่าที่มากยิ่งกว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลพลเรือนซึ่งถูกขับออกไปเสียอีก อย่างไรก็ตาม ผู้นำทางการทหารชุดปัจจุบันรับทราบถึงการทุจริตในหมู่ทหาร และสั่งกวาดล้างคอรัปชั่น มีคำสั่งให้ตรวจตราโครงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ

จากการสำรวจพบว่า ประชาชนมองว่าทหารและตำรวจเป็นกลุ่มสถาบันที่มีการทุจริตมากที่สุด

พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ได้ออกมาเตือนว่าแม้แต่ทหารอย่างตัวเขาเองก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายต่อต้านคอรัปชั่น หน่วยงานของรัฐทั้งหมด รัฐวิสาหกิจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการตรวจสอบทุจริตภาครัฐ

คงจะโชคดีหากรัฐบาลใหม่จะสามารถเอาชนะแรงต้านที่รุนแรงต่อมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตหลังจากเริ่มบังคับใช้

เบื้องหลังการรณรงค์เหล่านี้ก็คือการที่ทหารต้องการจะพิสูจน์ความถูกต้องของการยึดอำนาจโดยการระบุตัวและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในรัฐบาลชุดที่แล้ว

โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ความจริงแล้ว คณะผู้นำทหารและกลุ่มผู้สนับสนุนต่างก็คิดว่า ยิ่งเปิดโปงการทุจริตของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงถึงความจำเป็นที่ทหารจะเข้ามายึดอำนาจจากประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งมากขึ้นเท่านั้น

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s