Environment: Flood Management Center “Thai Flood Devestating Because Failed Leadership”

Blog Note: Please read the below article quoting the former head of Thailand’s National Disaster Prevention Center to see how the Thai prime minister, Abhisit had failed in the flooding disaster in Thailand-and also perhaps Thai Intel readers will understand why Thai Intel keeps saying that Thailand’s prime minister, Abhisit, is an ineffective and ineffectual prime minister.

  • The following is from Lok Wan Nee newspaper

ภัยพิบัติเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ แต่สามารถป้องกันได้ถ้ามีการเตรียมตัวให้พร้อมในการรับมือ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมีสัญญาณบอกเหตุ แต่ทำไมภัยธรรมชาติในประเทศไทยจึงเกิดขึ้นซ้ำซาก นายสมิทธ ธรรมสโรช อดีตผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จะมาเล่าเรื่องจริงให้รู้ดังนี้

(National disaster occurs because of nature but if we are prepared and warned we can be ready to meet them)

สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคอีสานและภาคกลางที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเกิด จากปริมาณน้ำที่มีจำนวนมากและการเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ภาคอีสาน ในขณะที่การบริหารการจัดการน้ำไม่มีประสิทธิภาพ เพราะข้อมูลที่มีอยู่ไม่เคยถูกนำมาใช้ ทั้งๆที่กรมอุตุนิยมวิทยามีการรายงานตลอดว่าฝนตกที่ไหน ปริมาณมากน้อยเพียงใด เพราะกรมอุตุฯจะมีการรายงานตั้งแต่ปริมาณฝนเมื่อ 24 ชั่วโมงที่แล้ว 2 ชั่วโมงที่แล้ว หรือ 3 วันที่แล้ว เรื่องข้อมูลผมไม่ห่วงเท่าไร ทั้งกรมอุตุฯ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ ข้อมูลเขามีหมด แต่เมื่อเขาส่งข้อมูลมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไม่นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่นำไปใช้ในการเตือนภัยให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย นี่คือน้ำท่วมที่ส่งผลให้เกิดปัญหามาก

(Thailand has an information collection system that is very capable, but once the information is collected and passed up, nothing is done with the information like using it to warn the people)

การเตือนภัยต้องมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ทั้งๆที่ระบบการเตือนภัยก็มีแล้ว ซึ่งผมทำไว้เมื่อ 6 ปีที่แล้ว มีความสามารถในการเตือนภัยครอบคลุมทั่วประเทศ แต่ไม่มีการนำข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ในการเตือนพี่น้องประชาชน เมื่อผมออกมากลับไม่มีการสานงานต่อ ประเทศไทยมีระบบเตือนภัยที่ลงทุนไปกว่า 1,000 ล้านบาท ทั้งของกรมอุตุฯ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ รวมไปถึงกรมชลประทาน แต่ไม่มีการนำเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์

(I laid down a system 6 years ago investing US$30 million that cover Thailand but again the information was not used to warn the people)

ก่อนจะมีการจัดสร้างระบบและติดตั้งศูนย์ประมวลผลนั้น เรามีการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญมานาน มีข้อมูลจากต่างประเทศ มีผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ จากศูนย์เตือนภัยพิบัติที่ดีที่สุดในโลกคือที่ฮาวาย ที่เข้ามาช่วยในการวางระบบการเตือนภัยและจัดตั้งศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่ง ชาติ ซึ่งระบบที่มีการจัดตั้งนั้นมีทั้งการประมวลผลในทุกๆด้านที่อาจจะเกิดภัย ธรรมชาติขึ้น มีทั้งการรายงาน รวมทั้งการแจ้งเตือนว่ามีวิธีการดำเนินการอย่างไรบ้าง เราทำไว้มีระบบเยอะแยะ แต่ผู้บริหารศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติไม่ได้เอาไปใช้ทั้งๆที่เราทำไว้หมด

(Before that system went into place we consulted global leaders for the best system, like from Hawaii and it covers all natural disaster)

แม้แต่เรื่องการส่งข้อความเตือนไปยังพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เพียงส่งไปที่กรมประชาสัมพันธ์เพื่อกระจายเสียงไปที่สถานีวิทยุแห่งประเทศ ไทยในการรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หรือแจ้งเตือนสิ่งที่จะเกิดขึ้นให้กับพี่น้องประชาชนทราบ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถ้ารู้ล่วงหน้าเพียง 1-2 ชั่วโมง ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจน้อยกว่านี้ หรือบางพื้นที่อาจจะไม่มีเลย

(Even in the event that disaster hits, the information disbursement is well-developed and established, meaning very effective that could have been used to warn the people)

ดังนั้น เมื่อข้อมูลไม่ถึงประชาชน ความเสียหายที่เกิดจึงมากขึ้นตามไปด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนที่ดีของรัฐบาลที่จะต้องเข้ามาจี้ ผมไม่เคยเห็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงมาสั่งการเลย หลังจากน้ำท่วม 2 วันแล้วค่อยลงมา แบบนี้ไม่ใช่ เพราะหลังได้รับข้อมูลจากกรมอุตุฯแล้วจะต้องลงมาดูแลทันที แบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำ เหมือนกับประเทศจีนที่พอเกิดเหตุอย่างนี้ประธานาธิบดีมานั่งเป็นประธานภายใน ระยะเวลา 5-6 นาทีเท่านั้น เพราะเขามีข้อมูลทั้งหมด ทางผู้บริหารเขารับรู้ข้อมูล จะมีการวิเคราะห์และสั่งการทันที ไม่จำเป็นต้องเอาเข้า ครม. ถ้าต้องใช้งบประมาณก็สั่งการเลยทันที เพื่อช่วยเหลือประชาชนของเขา ทุกประเทศทั่วโลกก็ทำ แม้แต่ที่สหรัฐอเมริกาก็ทำ ญี่ปุ่นก็ทำ แต่ของเรานี่ต้องเอาเข้า ครม. ให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องเสนอเข้า ครม. เพื่อขออนุมัติงบประมาณ ทั้งๆที่ความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติแบบนั้นมันทำไม่ได้ มันรอไม่ได้ หากทำอย่างที่ทำอยู่เสียหายหมด

(Therefore, with the danger information not reaching the people and warning them the damage is significant. The Ministers when they get the information should have immediately warned the people not waiting after 2 days of flooding and then reacted. All over the globe governments can react to natural disaster within minutes, but in Thailand why did the reaction needed to get the cabinet approval first)

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่น้ำจิ้ม ยังมีหนักกว่านี้อีก เพราะเมื่อน้ำทะเลหนุนขึ้นมา น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร เป็นอัมพาตกันทั้งเมือง จะยิ่งเสียหายหนัก คน 11 ล้านคนขยับตัวไม่ได้ คุณตายเลย เพราะคุณจะไม่มีน้ำประปากิน การเดินทาง การดำเนินชีวิตของประชาชน จะไปโรงพยาบาลก็ไม่ได้ ไปเรียนหนังสือไม่ได้ ไปทำงานก็ไม่ได้ และไม่ต้องท่วมมากหรอก เอาแค่ล้อรถก็พอ ก็อัมพาตทั้งกรุงเทพฯแล้ว และการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายคือสิ่งสำคัญ สิ่งปฏิกูลที่เกิดขึ้นจากการอุจจาระกับปัสสาวะ ทั้ง 11 ล้านคนรวมกันแล้วเป็นตันๆ คุณจะเอาไปไว้ที่ไหน ปล่อยทิ้งน้ำก็ไม่ได้เพราะจะวนเวียนไปมาแล้วก็เกิดโรคระบาดนานาชนิด ทางต่างประเทศเขาเป็นห่วงว่าเราไม่ทำอะไรล่วงหน้า ไม่มีการเตรียมการใดๆเลย

(Foreign countries are concerned why Thailand did not do anything in advance or readied any plans to meet the disaster)

ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา นักวิชาการคนหนึ่ง เคยออกมาบอกว่าในอนาคตน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ เรื่องแบบนี้จำเป็นต้องมีการเตรียมการ ต้องมีการวางแผนงานว่าจะทำอย่างไร จะทำเขื่อนกั้นปากแม่น้ำ 4-5 สายเพื่อไม่ให้น้ำทะเลหนุนขึ้นมา หรือจะย้ายเมืองหลวง ซึ่งต้องเริ่มสั่งการแล้ว แล้วท่านก็อัพเซตเรื่องการบริหารของทางราชการ แทนที่จะทำอะไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภัยพิบัติ

(A doctor said Bangkok would be flooded in the future and this type of event one must plan and get ready for, but he is upset that nothing has been done)

รัฐบาลกลับไม่ทำหรือมีการพิจารณาในเรื่องนี้ แต่กลับไปทำโปรเจกต์ใหญ่ๆ เช่น ย้ายรัฐสภาจากถนนอู่ทองในไปอยู่ในย่านเกียกกาย ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมมากกว่า แถมใช้งบประมาณในการก่อสร้างสูงถึงหลัก 10,000 ล้านบาท ถ้าสร้างไปแล้วยังถูกน้ำท่วมจะทำอย่างไร จะไปประชุมก็ไม่ได้ เกิดความเสียหายมาก

(Important things like this the government does not do anything about, but is so busy doing other projects)

ส่วนโครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน 6-7 สาย กว่าจะก่อสร้างเสร็จก็เป็นช่วงเวลาที่ปริมาณน้ำทะเลจะหนุนสูงขึ้นและเกิดน้ำ ท่วมกรุงเทพฯพอดี ดังนั้น การลงทุนเป็นหลัก 100,000 ล้านบาท ในแต่ละสายจะทำอย่างไร ซึ่งผมบอกเลยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วงในเรื่องนี้มาก นอกจากนี้ที่ผ่านมาก็มีนักวิชาการ นักโบราณคดีวิทยา นักธรณีวิทยาหลายท่านมาคุยกับผมว่าเป็นห่วงโบราณสถาน พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้วที่สร้างมาเป็นเวลานานกว่า 200 ปี จะได้รับความเสียหายอย่างมาก รวมไปถึงพระที่นั่งอนันตสมาคมด้วย

(A major flood in Bangkok could cause major damages)

เพราะโบราณสถานเหล่านี้รากฐานไม่ได้สร้างด้วยเข็มแต่เป็นซุงขัดกัน และถ้าปล่อยให้น้ำท่วมไม่เกิน 3 เดือนก็จะเกิดการขยับเขยื้อนของซุง เพราะดินข้างล่างจะเกิดอาการอ่อนตัว และจะเกิดการเคลื่อนตัวของซุง ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้นมาโบราณสถานเหล่านี้พังหมด ลูกหลานเราจะไม่มีโอกาสได้เห็นโบราณสถานที่สร้างมาเป็นเวลา 200 ปีแน่ เรื่องเหล่านี้มีคนเป็นห่วงเยอะ ถ้ารัฐบาลไม่ลงทุนทำอะไรเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น เรื่องแบบนี้เราได้เห็นแน่

(A great many of Thai historical sites in Bangkok have logs as the foundation and if there is a long major flooding, the logs will rise destroying all important heritage sites)

ถ้ามองไปข้างหน้าสิ่งที่เราจะเห็นคือน้ำท่วมกรุงเทพฯและปริมณฑล เป็นบริเวณที่กว้างมาก ครอบคลุมในหลายจังหวัด ซึ่งตรงนี้เป็นข้อวินิจฉัยและข้อสรุปของนักวิชาการทั่วโลก โดยเฉพาะองค์การนาซ่าเป็นห่วงมาก เขาบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่สุ่มเสี่ยงในการเกิดสภาวะน้ำท่วม จะเกิดภาวะน้ำท่วมขังเป็นเวลานานในอนาคต แต่ประเทศอื่นที่อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงเหมือนไทยเขาเริ่มดำเนินการแล้ว อย่างเวียดนามทำเขื่อนกั้นน้ำที่จะเข้าท่วมประเทศเขาแล้ว ประเทศจีนก็ทำแล้ว สิงคโปร์ก็กำลังจะทำ

(All the study by global level geologist says Bangkok would be flooded one day but other countries that have a similar risks have started to prepare for the eventuality)

ผมก็พยายามจะทำเรื่องนี้ ซึ่งปริมาณน้ำจะเพิ่มขึ้นมากเท่าไรขึ้นอยู่กับการละลายของน้ำแข็งที่ขั้วโลก เพราะจะส่งผลให้ปริมาณน้ำทะเลสูงและเอ่อเข้าท่วมประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นการท่วมแบบท่วมขังถาวร ไม่ใช่ขึ้นสูงและลดลง แต่การท่วมในอนาคตจะเป็นการท่วมแบบถาวรไปเลย

(In the future the flooding will be permanent, not just rising and falling water levels)

สำหรับประเทศไทยหากอยากรู้ว่าน้ำทะเลสูงขึ้นแค่ไหนดูได้จากพื้นที่เขต บางขุนเทียน กรุงเทพฯ เพราะที่นั่นมีพื้นที่ติดทะเล จะพบว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาน้ำทะเลกัดเซาะพื้นที่เข้ามาเป็นจำนวนมาก และในแต่ละปีมีการกินพื้นที่ที่เป็นผืนดินมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากการศึกษาตรงจุดนี้ทำให้นักวิชาการคาดการณ์ว่าในอนาคตไม่น่าจะเกิน 8-9 ปี กรุงเทพฯจะเกิดน้ำท่วมสูงประมาณ 1-1.20 เมตร หรือบริเวณเอว ซึ่งจะเป็นแบบท่วมขังด้วย

(Study says in Bangkok in about 8-9 years, the flooding will reach the waist level)

แนวทางในการแก้ปัญหานั้นนักวิชาการหลายท่านได้พูดคุยและได้ข้อสรุปว่าทำ ได้โดยการสร้างเขื่อนปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำแม่กลอง เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้นจะเกิดการทะลักเข้ามาของน้ำจากปากแม่น้ำใดแม่น้ำหนึ่ง ที่จะไหลอ้อมเข้ามา เพราะที่มันเท่ากันหมด คือระดับพื้นดินต่ำเท่ากันหมด เนื่องจากแม่น้ำทั้งหมดเชื่อมต่อกัน ซึ่งเราต้องทำขึ้นเหมือนกัน

(The solution is a series of dams)

อีกอย่างคือผืนดินในกรุงเทพฯมีการทรุดตัว เพราะกรุงเทพฯยังอยู่ในดินเลน มีการทรุดตัวทุกปี ปีละประมาณ 5-10 เซนติเมตร เรื่องแบบนี้เราต้องทำเลย เพราะการสร้างเขื่อนไม่ใช่ทำง่ายๆ ใช้เวลาประมาณ 4-5 ปีจึงเสร็จ หากไม่ดำเนินการตอนนี้ไม่ทันแน่ อย่างเช่นที่ประเทศจีนทำเขื่อนใหญ่โตมโหฬารเพราะต้องกั้นน้ำที่จะเข้าไปท่วม เมืองสำคัญของเขา อาทิ เซี่ยงไฮ้ เพราะเป็นเมืองท่าที่สำคัญ เวียดนามก็ทำป้องกันเมืองท่าสำคัญของเขาไว้แล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่มีการขยับ ยังไม่มีนโยบายอะไรออกมา

(Bangkok is also a sinking city from being set on muddy earth foundation)

การจะทำโครงการใหญ่ๆรัฐบาลต้องเป็นเจ้าภาพ จะให้กรมอุตุฯ กรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมโยธาธิการและผังเมือง ฯลฯ ทำไม่ได้ โครงการขนาดใหญ่ปิดปากแม่น้ำเช่นนี้ทำไม่ได้ ต้องเป็นนโยบายแห่งชาติ จริงๆแล้วผมไม่อยากพูด ไม่อยากอ้างพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงทำเรื่องนี้อยู่ แต่ทำแบบเงียบๆ เพราะพระองค์ท่านไม่อยากให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอะไรทุกอย่างจะต้องให้ ในหลวงออกมาสั่งการเอง

(This type of project needs to be on the national development agenda)

แต่พระองค์ท่านทรงมีข้อมูลที่มีนักวิชาการหลายท่านเอามาให้พิจารณาศึกษา รายละเอียด ซึ่งมีคนเอาข้อมูลที่พระองค์ท่านทำอยู่มาให้ผมดู พระองค์ท่านก็มีแนวพระราชดำริที่จะให้ทำเขื่อนปิดปากแม่น้ำตรงก้นอ่าว ปิดทั้งหมดเลย เพื่อไม่ให้น้ำทะเลหนุนเข้ามา ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงดำเนินงานอย่างเงียบๆ ไม่อยากเอามาเปิดเผย เพราะเดี๋ยวมีคนไม่ทำตามก็จะวิจารณ์อย่างโน้นอย่างนี้ แต่พระองค์ท่านทรงมีพระราโชบายอยู่ว่าจะทำ ซึ่งอันนี้ต้องทำ หรือไม่ก็ย้ายเมืองหลวง แต่การย้ายเมืองหลวงก็มีคนค้านอีกว่าจะย้ายไปไหน เพราะเมืองหลวงเป็นเมืองเศรษฐกิจ อาคารบ้านเรือนต่างๆก็อยู่ที่นี่ กระทรวง ทบวง กรม โรงพยาบาล สถานศึกษาก็อยู่ที่นี่

(Thailand needs to do this or re-locate the capital city)

การย้ายเมืองหลวงเป็นเรื่องใหญ่มาก ประเทศไทยจะทำแบบพม่าไม่ได้ เพราะพม่าทำมา 40 ปีแล้วแต่วันนี้ก็ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะที่ดินของเขามีเนินสูงใกล้ๆ แต่ของประเทศไทยต้องย้ายไปโน่น สระบุรี เพชรบูรณ์ หรือไม่ก็นครนายก เพราะมีพื้นที่สูง เนื่องจากในอนาคตน้ำจะท่วมไปจนถึงนครสวรรค์ ซึ่งพื้นที่ที่ไม่ถูกน้ำท่วมก็จะเป็นจังหวัดที่อยู่ตั้งแต่สระบุรีขึ้นไป แต่นครสวรรค์คงไม่รอด

(Re-locating the capital city is a major effort but there are locations that will escape the flooding)

สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันก็คือน้ำท่วมจังหวัดนครราชสีมา แสดงให้เห็นแล้วว่าหากไม่ทำอะไรที่เป็นการป้องกันเอาไว้ก่อน เราจะเห็นภาพแบบนี้ทุกปี และจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะน้ำท่วมที่จังหวัดนี้เกิดจากฝนตกหนัก ปรากฏการณ์ลา นีน่า ทำให้เกิดในตกหนัก เพราะน้ำทะเลเกิดความร้อนและเคลื่อนตัวมาทางทิศตะวันตก ทำให้มีปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และที่น่าเป็นห่วงคือปรากฏการณ์กระแสลมสุริยะจะส่องมาถึงโลก และจะส่งผลถึงกระแสแม่เหล็กของโลก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกด้วย

(We have just seen flooding throughout Thailand and what happened indicates that a similar situation can occur every year and the weather patter shifts means more rainfall)

ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง The Day After Tomorrow (วิกฤตวันสิ้นโลก) จะเห็นปรากฏการณ์นี้ และนักวิชาการของไทยคนหนึ่งคือ ดร.ก้องภพ อยู่เย็น กำลังศึกษาและจะบรรยายให้ฟังในช่วงปลายปีนี้ เพราะองค์การนาซามีข้อมูลนี้อยู่ ซึ่งเป็นข้อมูลเดียวกันกับเรื่อง The Day After Tomorrow เพราะมันรั่วไหลไปถึงผู้ผลิตภาพยนตร์ ทำให้เกิดภาพยนตร์เรื่องนี้ และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้

(Have you watch movie, The Day After)

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัด เพราะเมื่อปี 2538 ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ครั้งนี้ต่างกันเพราะขยายวงขึ้น แต่ไม่เกิดปรากฏการณ์ลา นีน่า ที่จะทำให้น้ำท่วมผิดปรกติ

(This recent flooding is not the first, there have been many in the past)

ผมอยากบอกว่าหน่วยงานที่ทำเรื่องเกี่ยวกับปริมาณน้ำฝนที่เกิดขึ้นไม่ใช่ แค่ที่กรมอุตุฯอย่างเดียว แต่เป็นที่กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ พวกนี้มีกันอยู่แล้ว อย่างกรมอุตุฯก็ประกาศทุกวัน ฉบับที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 แต่ผู้ที่รับข้อมูลแล้วเอาไปถือปฏิบัติอยู่ที่ใดบ้าง เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย, ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และกรมชลประทาน รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3-4 หน่วยงานที่ว่ามานี้ถือปฏิบัติหรือเปล่า เช่น กรมอุตุฯบอกว่ามีฝนปริมาณเท่านี้ บอกล่วงหน้ามาตลอด ทำไมเมื่อรู้แล้วไม่มีการบอกประชาชน ให้คนที่อยู่ในพื้นที่ได้ทราบเลยว่าน้ำฝนเท่าไร ซึ่งระบบเตือนภัยมีอยู่ทั่วประเทศ ทำไมไม่บอกชาวบ้าน ไม่เตือนภัยให้ชาวบ้าน ศูนย์เตือนภัยพิบัติฯต้องทำตรงนี้

(I want to know what was done with all the information that was available before the recent flooding. There are so many Thai government agencies that could have bought the information to attention)

อย่างกรณีเกิดเหตุแผ่นดินไหวล่าสุดที่อินโดนีเซียที่มีความแรงถึง 7.7 ริกเตอร์ ส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 400 คน และแรงสั่นสะเทือนยังส่งผลทำให้เกิดภูเขาไฟปะทุขึ้นอีก นั่นคือการส่งสัญญาณเตือนจากธรรมชาติแล้ว เพราะรอยเลื่อนดังกล่าวที่เกิดขึ้นที่อินโดนีเซีย มีแนวเดียวกันที่อาจจะส่งผลกระทบถึงประเทศไทยที่จะเกิดคลื่นสึนามิขึ้นได้ อีกครั้งเช่นกัน ซึ่งหากจะเกิดก็จะเป็นที่จังหวัดระนอง สตูล ฯลฯ ซึ่งจะมีความรุนแรงกว่าเมื่อครั้งที่เกิดที่ภูเก็ต

(What is going on in Indonesia is a warning to Thailand because Thailand sits in the same system)

ในส่วนที่จะป้องกันนั้นทางศูนย์เตือนภัยพิบัติฯจะต้องไปวางทุ่นเพื่อวัด ความเปลี่ยนแปลงของผืนดินในบริเวณดังกล่าว รวมไปถึงการตรวจวัดคลื่นสึนามิด้วย แต่จนถึงป่านนี้ยังไม่มีการดำเนินการวางทุ่นเลย คิดว่าเราประมาทมาก บทเรียนเมื่อครั้งเกิดคลื่นสึนามิในประเทศไทยครั้งแรกเป็นอย่างไร วันนี้เรายังไม่มีการสรุปบทเรียนตรงนั้น ไม่มีการดำเนินการใดๆเพื่อป้องกันเลย ซึ่งการดำเนินการที่ผ่านมาก็มีบ้างแต่ล่าช้ามาก 6 ปีแล้วยังไม่ไปไหนเลย

(Even till today, we have not put in place a measuring system to check Tsunami and changes in the earth’s crust. We have not learned from what happened in the past. There have been some progress but the delays are massive. About 6 years after the tsunami, we have gotten nowhere)

ในขณะที่ประเทศใหญ่ๆทั่วโลกให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ประเทศเหล่านี้มีระบบป้องกัน ระบบเตือนภัย ระบบการก่อสร้างที่หลบภัยต่างๆ แต่ของประเทศไทยไม่มี จะเห็นว่าเราไม่เคยมีคนเสียชีวิตจากเรื่องนี้ หรือหากเหตุสุดวิสัยจริงๆก็น้อยมาก อย่างกรณีที่เกิดขึ้นที่อินโดนีเซียเมื่อเร็วๆนี้ทำให้เรารู้ว่าเปลือกโลกมี การขยับตัว ซึ่งจะมากจะน้อยเท่าไรไม่มีใครบอกได้

(Meanwhile other countries place great importance n these events)

อย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อ 6 ปีก่อนที่เกิดการขยับตัวของเปลือกโลกอย่างรุนแรง คือการขยับยกตัวสูงขึ้นของเปลือกโลกมีความยาวถึง 1,200 กิโลเมตร และยกตัวสูงถึง 40 เมตรในระยะเวลาไม่กี่นาที ล่าสุดก็เกิดกรณีเดียวกันอีก ในขณะที่การเตือนภัยในบ้านเราก็เตือนแต่เราไม่รู้ว่าเครื่องทำงานได้ดีมาก น้อยแค่ไหน อย่างคราวที่แล้วที่มีการซ้อมกัน หลังจากเสร็จแล้วเครื่องเตือนภัยสึนามิเกิดเสียงเตือนภัยขึ้นมาเฉยๆ ชาวบ้านก็พากันหนี ซึ่งตอนที่ผมไปบ้านน้ำเค็มที่จังหวัดพังงาเขาก็ฟ้องมา

(There have been some major shifts in the earth in Thailand about 6 years ago but little study have been done on that)

เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้น เพราะเครื่องเตือนภัยนี้คือเครื่องที่ชาวบ้านให้ความเชื่อถือ หากทำงานผิดพลาดก็หมดความน่าเชื่อถือ เรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติฯ ซึ่งผมไม่ต่อว่าเขาหรอก เพราะตอนใหม่ๆที่ทำกันขึ้นมานั้นเราทำตามระเบียบขององค์การสหประชาชาติ โดยมีพี่เลี้ยงคือศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติของอเมริกาเข้ามาให้ความรู้ เกี่ยวกับการทำงานต่างๆ เขามาอยู่กับเราเลย มาแนะนำการทำงานเรียกว่าตั้งแต่ต้นจนจบ เครื่องไม้เครื่องมือเราก็ติดตั้งเช่นเดียวกับของเขา ซึ่งประเทศไทยมีการติดตั้งเครื่องมือต่างๆเป็นที่เรียบร้อย สามารถเตือนภัยได้อย่างรวดเร็ว

(Even now the Tsunami warning system goes off on its own. This is very harmful to the credibility of the system)

สิ่งที่นักวิชาการด้านธรณีวิทยาทั่วโลกเป็นห่วงมากที่สุดและมีการติดตาม อย่างใกล้ชิดคือการเกิดแผ่นดินไหวที่อินโดนีเซีย เพราะเป็นรอยเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นที่อันดามัน และหากเกิดขึ้นอีกครั้ง 6 จังหวัดภาคใต้ของไทยคงหนีไม่พ้น คือการเกิดแผ่นดินไหวในทะเล แต่ที่ผมยังคงติดตามและพยายามหาข้อมูลให้มากที่สุดคือกรณีแผ่นดินบนพื้นดิน มากกว่า เพราะยังมีความกังวลในส่วนของกรณีการเกิดแผ่นดินไหวที่บริเวณรอยเลื่อนศรี สวัสดิ์ บริเวณเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากตรงนั้นเป็นรอยเลื่อนที่ยังมีกำลัง หากเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เขื่อนใหญ่ที่อยู่ ตรงนั้นได้ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงน้ำจากเขื่อนที่มีปริมาณเป็นจำนวนมากจะไหลเข้าท่วม จังหวัดกาญจนบุรีและราชบุรี

(Some major dams in Thailand sits on major faults lines hat are still active and this relates to the Indonesian situation)

ขณะเดียวกันปรากฏการณ์โลกร้อนก็ส่งผลกระทบถึงประเทศไทยและทั่วโลกด้วย เพราะเมื่อน้ำแข็งที่ขั้วโลกเกิดการละลายเป็นจำนวนมากจะส่งผลให้น้ำเค็มดัน เข้ามามากกว่าน้ำจืด อันนี้น่ากลัว เพราะหากน้ำจืดน้อยก็ทำน้ำประปาไม่ได้ นอกจากนี้ปรากฏการณ์โลกร้อนเห็นชัดว่าน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาหิมาลัยอันเป็น ต้นทางของแม่น้ำโขงจะละลายเร็วกว่าปรกติ ซึ่งน้ำแข็งที่ละลายเร็วก็จะไม่มีน้ำในช่วงหน้าแล้ง เราเคยเห็นแล้วคือน้ำในแม่น้ำโขงแห้งขอด หรือที่ญี่ปุ่นจะเห็นว่าภูเขาไฟฟูจิในบริเวณเหนือสุดก็ไม่ค่อยมีน้ำแข็งเกาะ แล้ว

(Additionally, global warming is causing other problems in the Himalaya Mountains that is the start of the Meh Khong river)

ในบ้านเราจะพบว่าอีก 8-9 ปีข้างหน้าแผ่นดินไทยจะหายไปเป็นจำนวนมาก อาทิ เกาะแก่งทั้งหลายจะจมน้ำลงไป เพราะปริมาณน้ำที่สูงขึ้นนั่นเอง เรื่องนี้หากไม่ทำอะไรเลยจะเสียหายมากกว่าที่คิด ซึ่งตรงนี้ผมเชื่อว่าบรรดาเอ็นจีโอทั่วโลกก็ทราบ และไม่น่าจะมีการคัดค้านการดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะหลายประเทศทั่วโลกก็ดำเนินการมานานแล้วโดยไม่มีการต่อต้านจากคนกลุ่ม นี้ เพราะเขารู้ว่าเป็นวิกฤตของโลก ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น หากปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นในหลายประเทศโดนหมด ทั้งญี่ปุ่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม

(There should be no objection from the NGOs in major construction on water ways to prevent flooding)

การป้องกันเรื่องน้ำได้ดีที่สุดคือการสร้างเขื่อนตั้งแต่ที่บางปะกงไปจน ถึงชะอำ ซึ่งตรงนี้ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ออกมาพูดแล้วแต่ยังไม่มีรายละเอียดเท่านั้นเอง แต่ท่านก็พอทราบมาบ้างว่าจะต้องดำเนินการเช่นไร ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งท่านอาจได้ข้อมูลจากต่างประเทศมา แต่รัฐบาลนี้คงไม่ทำเพราะเป็นข้อมูลที่มาจากท่านทักษิณ เพราะเป็นเรื่องของการเมือง แต่ในความเป็นจริงแล้วความอยู่รอดของชาติบ้านเมืองจะเอาเรื่องการเมืองเข้า มาเกี่ยวข้องไม่ได้ หากไม่ทำเมืองหลวงของประเทศไทยอย่างกรุงเทพฯจะถูกลบออกจากแผนที่แน่ เพราะคุณย้ายไม่ทัน เอาแค่น้ำท่วมครั้งนี้กว่ารัฐบาลจะขยับได้ชาวบ้านก็จมน้ำไปหลายวันแล้ว

(This government will probably not start on the dam building project to prevent Bangkok from flooding because the information and study comes from the Taksin government so it is political. But we are speaking of the survival of the country and politics should no be involved. Thailand can not wait because even with the recent flooding, the people suffered for days before the government reacted))

ที่น่าสนใจอีกพื้นที่คือบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ราชาเทวะ มีพื้นที่ประมาณ 22,000 ไร่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีคำถามว่าไปสร้างสนามบินในหนองน้ำอย่าง นั้นได้อย่างไร เพราะพื้นที่บริเวณนี้จำนวน 22,000 ไร่ เดิมเป็นแก้มลิงของกรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่รับน้ำที่จะระบายออกจากกรุงเทพมหานครไหลลงไปที่คลองด่าน ก่อนจะไหลลงไปสู่แม่น้ำบางปะกง เมื่อไม่มีพื้นที่รับน้ำ น้ำจึงไหลกลับมาท่วมบ้านเรือนพี่น้องประชาชน

(The Bangkok Suvanaphum airport is also at risk)

อีกทั้งยังสร้างกำแพงรอบสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อป้องกันน้ำท่วมรันเวย์กิน พื้นที่ทั้งหมด และเมื่อมีน้ำท่วมขังก็สูบน้ำออกจากสนามบินไหลออกมาทิ้งในพื้นที่นอกเขื่อน น้ำก็เพิ่มขึ้นมากตามไปด้วย ในขณะที่น้ำที่ท่วมอยู่ข้างนอกก็ไม่มีทางไป น้ำก็เลยมากขึ้น ก็เลยท่วมหมดทั้งบางนา-ตราด หนองจอก ฯลฯ ซึ่งเมื่อครั้งที่เกิดน้ำท่วมที่ใหญ่ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงระบุเลยว่ามีการสร้างถนนขวางเส้นทางน้ำที่จะ ไหลไปลงที่ทะเลสาบสงขลาไว้ เมื่อน้ำไม่มีทางไปน้ำปริมาณมหาศาลจึงไหลย้อนกลับไปท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ เป็นเวลานานจนเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

(And to prevent the airport from flooding, it ended up hurting the flood prevention system of the whole of Bangkok)

สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการที่ประเทศไทยมีการวางผังเมืองก็จริง แต่เป็นการวางแบบไม่คิดล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น รวมทั้งไม่มีการสรุปบทเรียนจากอดีตว่าเคยเกิดอะไรขึ้น วันนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วแทนที่หน่วยงานที่รับผิดชอบหรือผู้นำรัฐบาลจะเร่ง แก้ปัญหาหรือหาทางเยียวยาแก้ไขในพื้นที่ที่ยังไม่ถูกน้ำท่วม แต่สิ่งที่เห็นคือการออกไปตรวจน้ำท่วมอย่างเดียว ไม่ยอมดูที่ต้นเหตุว่าเกิดจากอะไร

(We do things without forward thinking. This government just goes out and inspect the flood but is doing nothing that is structurally important and ask what is the reason for the flood)

วันนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญของคนเป็นผู้นำที่จะใช้ภาวะผู้นำทำให้เกิด ประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน แต่ที่เห็นคือหมดหวังและสิ้นหวังสำหรับการแก้ปัญหาจากคนที่ชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพราะที่ชาวบ้านทำได้คือทำใจที่มีผู้นำคนนี้ คนที่ไม่กล้าแม้แต่จะลุยน้ำเพื่อพบปะประชาชน

(I am hopeless by the work on natural disaster from Thailand’s prime minister, Abhisit)

ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน ปีที่ 12 ฉบับที่ 2918 ประจำวันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2553 คอลัมน์ สัมภาษณ์พิเศษ โดย วัฒนา อ่อนกำปัง

(by Lok Wan Nee Newspaper)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s